คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพ

กินแคลเซียมอย่างไรให้ได้ผล เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับวัยเกษียณ

เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกก็เริ่มบางลงโดยไม่รู้ตัว ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหากระดูกพรุน ปวดข้อ หรือกระดูกหักง่ายเพียงเพราะการล้มเบาๆ การดูแลกระดูกตั้งแต่วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ และ “แคลเซียม” คือกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรทานแคลเซียมให้เพียงพอเพื่อทดแทนมวลกระดูกที่ลดน้อยลงไปทุกวัน ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหา แคลเซียมบํารุงกระดูก ผู้สูงอายุ ละก็ตามมาทางนี้ได้เลยเราจะแนะนำให้เอง

หลักการเลือกแคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ

  1. เลือกชนิดแคลเซียมที่ดูดซึมดี

แนะนำ Calcium Citrate เพราะดูดซึมได้ดีแม้ไม่มีกรดในกระเพาะ (เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระเพาะอาหาร)

รองลงมาคือ Calcium Carbonate ต้องกินหลังอาหารเพื่อช่วยดูดซึม

  1. มีวิตามิน D3

ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ผู้สูงอายุที่ไม่ออกแดดควรเสริม D3 ร่วมด้วย

  1. มี Magnesium และ Vitamin K2

ช่วยทำงานร่วมกับแคลเซียมในการบำรุงกระดูก และป้องกันการสะสมแคลเซียมผิดที่ เช่น ในหลอดเลือด

  1. ปริมาณพอเหมาะ ไม่มากเกินไป

ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000–1,200 มก./วัน

ถ้ากินจากอาหารได้บางส่วน อาจเสริมจากอาหารเสริมแค่ 500–600 มก./วัน

  1. เลือกทานอาหารเสริมที่ทานได้ง่าย

แบบเม็ดเล็ก, เม็ดเคี้ยว, เม็ดฟู่ หรือแคลเซียมแบบน้ำ เหมาะกับผู้ที่กลืนยาเม็ดยาก

  1. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์มี อย. หรือมาตรฐานชัดเจน

เพื่อความปลอดภัย เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรอง

ข้อแนะนำในการทาน

  • ควรทาน หลังอาหาร หรือ ก่อนนอน
  • ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการทานพร้อมกับชา/กาแฟ
  • ถ้ามีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการบำรุงรักษากระดูกโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอจะช่วยรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ผักใบเขียว และปลาเล็กปลาน้อย  ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อย่างไรก็ตามการได้รับปริมาณแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน ควรเน้นจากการรับประทานอาหารก่อน หากไม่เพียงพออาจจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันของร่างกาย

การเป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร?

 

เป็นตะคริวบ่อย แก้ยังไง

ตะคริวคืออะไร?

ตะคริวคือภาวะที่กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างเฉียบพลัน ทำให้รู้สึกปวดและไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ชั่วขณะ อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการออกกำลังกาย ขณะพักผ่อน หรือขณะหลับ โดยส่วนใหญ่พบในบริเวณน่อง ต้นขา และเท้า

สาเหตุของการเป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร

การเกิดตะคริวบ่อยสามารถเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้

  1. การขาดแร่ธาตุสำคัญในร่างกาย

  •     โพแทสเซียม (Potassium): ช่วยในการส่งสัญญาณไฟฟ้าและการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  •     แมกนีเซียม (Magnesium): สำคัญในการควบคุมการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
  •     แคลเซียม (Calcium): มีบทบาทในการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อ
  •     เมื่อขาดแร่ธาตุเหล่านี้ กล้ามเนื้ออาจหดเกร็งผิดปกติและเกิดตะคริวได้ง่าย

 

  1. ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)

  •     การขาดน้ำในร่างกายทำให้สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ผิดปกติ
  •     ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท

 

  1. การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป

  •     การออกกำลังกายอย่างหนักเกินไปหรือการใช้กล้ามเนื้อนานเกินไป
  •     กล้ามเนื้อเหนื่อยล้าและหดเกร็ง

 

  1. ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ

  •     เส้นเลือดตีบหรือการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี
  •     ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ

 

  1. ปัญหาสุขภาพบางประการ

  •     โรคเบาหวาน: ส่งผลต่อระบบประสาทและการไหลเวียนเลือด
  •     ภาวะไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism): ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเกิดตะคริวง่าย
  •     โรคไต: ทำให้ระดับแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล

 

  1. การนั่งหรือนอนในท่าเดิมเป็นเวลานาน

  •     เช่น การนั่งทำงานหรือนอนในท่าทางเดิม ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและเกิดตะคริวได้ง่าย

 

  1. ผลข้างเคียงจากยา

  •     ยาขับปัสสาวะ (Diuretics)
  •     ยารักษาความดันโลหิต
  •     ยาลดไขมันบางชนิด

 

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นตะคริวบ่อย

  •     ผู้สูงอายุ
  •     นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก
  •     สตรีมีครรภ์
  •     ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร

 

ข้อสรุป

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร? ตะคริวบ่อยมักเกิดจากสาเหตุหลักๆ เช่น การขาดแร่ธาตุสำคัญในร่างกาย ภาวะขาดน้ำ การใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป รวมถึงโรคประจำตัวบางชนิด การดูแลสุขภาพด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุครบถ้วน และการยืดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดความถี่ของการเกิดตะคริวได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากอาการยังคงเกิดขึ้นบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบสาเหตุเชิงลึกต่อไป

รวมทุกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจหามะเร็งเต้านมและวิธีในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน

มะเร็งเกิดขึ้นเมื่อการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ ทำให้เซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็วและสร้างเนื้อเยื่อที่เรียกว่าเนื้องอก มีสองประเภทหลักของเนื้องอก ได้แก่ เนื้องอกดี (benign tumors) และเนื้องอกร้าย (malignant tumors) เนื้องอกดีไม่ใช่มะเร็งและโดยทั่วไปไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่เนื้องอกร้ายมีคุณสมบัติที่สามารถแพร่กระจายและทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างได้ ทั้งนี้เนื้องอกดี กับเนื้องอกร้ายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกจุด อย่างถ้าเนื้อร้ายเกิดขึ้นที่เต้านม มะเร็งเต้านม เกิดขึ้นที่ปอด มะเร็งปอด เกิดขึ้นที่ ลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น เราจะเรียกมะเร็งตามจุดต่างๆ ตามร่างกายที่มีเนื้อร้ายเกิดขึ้น ซึ่งโรคมะเร็งจะมีหลายระยะหากเป็นในระยะแรกๆ ก็มีโอกาสในการรักษาหายขาดสูง แต่ถ้าเป็นระยะท้ายแล้วโอกาสในการรักษาให้หายนั้นน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการป้องกันโรคมะเร็จที่ดีที่สุดคือการไปตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ สม่ำเสมอ ซึ่งมะเร็งเต้านมถือเป็นโรคมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นกันเยอะมาก ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ผู้หญิงผู้หญิงควรได้รับการตรวจเต้านมโดยแพทย์อย่างน้อยทุก 1 ถึง 3 ปีเมื่ออายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี และทุกปีเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป โดยการตรวจมะเร็งเต้านมนั้นสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

วิธีในการตรวจหามะเร็งเต้านม

1.การตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง

ผู้หญิงควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน เพื่อรู้จักลักษณะปกติของเต้านมของตนเองและสังเกตหาความผิดปกติ เช่น การพบก้อนในเต้านม การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังหรือหัวนม และการมีของเหลวไหลออกจากหัวนม

2.การตรวจหามะเร็งเต้านมโดยแพทย์

การตรวจโดยแพทย์หรือพยาบาลมืออาชีพ ซึ่งจะตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติในเต้านมและบริเวณใต้วงแขน

3.มามโมแกรม (Mammogram)

การถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ของเต้านม เพื่อตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติที่อาจไม่รู้สึกได้ด้วยการตรวจด้วยมือ แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปทำมามโมแกรมทุก 1-2 ปี

4.อัลตราซาวนด์ของเต้านม (Breast Ultrasound)

ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพของเนื้อเยื่อภายในเต้านม มักใช้ร่วมกับมามโมแกรมเพื่อตรวจสอบก้อนที่พบหรือเพื่อดูรายละเอียดของก้อนเนื้อ

5.การตรวจด้วย MRI (Magnetic Resonance Imaging) ของเต้านม

ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพรายละเอียดของเนื้อเยื่อเต้านม มักใช้สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงของมะเร็งเต้านม

6.การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)

หากพบก้อนหรือความผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย โดยการนำเซลล์หรือเนื้อเยื่อออกมาตรวจสอบใต้กล้องจุลทรรศน์

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี และการเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภท ขนาด และระยะของมะเร็ง เช่นเดียวกับสุขภาพโดยรวมและความชอบส่วนบุคคลของผู้ป่วย

การผ่าตัด

การผ่าตัด: มีสองประเภทหลัก ได้แก่

  • การผ่าตัด Lumpectomy หรือการผ่าตัดช่วยรักษาเต้านม ซึ่งเป็นการผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนมะเร็งและบริเวณเนื้อเยื่อบางส่วนรอบๆ ก้อนนั้นออกไป
  • การผ่าตัด Mastectomy ซึ่งเป็นการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งหมดออก

รังสีบำบัด

ใช้รังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่หลังจากการผ่าตัด หรือใช้เป็นการรักษาหลักในบางกรณี

เคมีบำบัด

ใช้ยาเคมีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง อาจใช้ก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง หรือหลังการผ่าตัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่

การใช้ฮอร์โมน

การรักษาด้วยฮอร์โมน สำหรับมะเร็งเต้านมที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งที่มีตัวรับฮอร์โมน estrogen หรือ progesterone การรักษาด้วยฮอร์โมนช่วยป้องกันฮอร์โมนเหล่านี้จากการกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

การรักษาด้วยยา

การรักษาด้วยยาเป้าหมาย ใช้ยาที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายทางโมเลกุลเฉพาะในเซลล์มะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น Herceptin (trastuzumab) ซึ่งใช้ในการรักษามะเร็งเต้านมที่มีการแสดงออกของ HER2 สูง

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ใช้ยาที่ช่วยเพิ่มหรือซ่อมแซมความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

  • อายุ: การแบ่งเซลล์ของท่อน้ำนมของผู้สูงวัยมักเกิดความผิดปกติได้มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อยๆ โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมจึงมากกว่า
  • การมี-ไม่มีบุตร: การสร้างน้ำนมของผู้หญิงที่มีบุตรจะทำให้เซลล์เต้านมเจริญเติบโตได้สูงสุด โอกาสการแบ่งตัวผิดปกติจึงมีน้อย ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมจึงน้อยกว่าผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตร
  • ยาคุมกำเนิด: การรับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันนานเกิน 5 ปี เป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม เพราะการที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนตามธรรมชาติผิดปกติ และมีฮอร์โมนดังกล่าวในอัตราที่สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้มีความเสี่ยงเนื้อเยื่อเต้านมผิดปกติเพิ่มสูงขึ้นได้

ดังนั้นเมื่อถึงวัยอันควรเข้ารับตรวจร่างกาย เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็งเต้านม  และที่อื่นๆ ในร่างกาย ควรไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะเมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากกว่าคนอายุน้อย เพราะหากพบเชื้อร้ายในระยะแรกๆ จะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที รู้เร็ว ก็รักษาหายเร็ว รู้ช้า โอกาสในการรักษาให้หายนั้นมีน้อยมากๆ แต่ถ้าเป็นในระยะสุดท้ายแล้วก็ยากที่จะทำการรักษาให้หายได้ ได้แต่ประวิงเวลาไปวันๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าลืมไปตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ และสม่ำเสมอกันด้วยนะคะ